Archive for November, 2009

เคล็ดลับลดแคลอรี เพื่อสุขภาพ

Monday, November 30th, 2009

เคล็ดลับลดแคลอรี เพื่อสุขภาพ

เคล็ดลับลดแคลอรีเพื่อสุขภาพ (ผู้หญิงวันนี้)

          การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน 7 ประการต่อไปนี้เป็นวิธีลดแคลอรีที่ได้ผลดี และง่ายกว่าการอด หรืองดอาหารเป็นไหนๆ

          กินอาหารเช้า จากการศึกษาทางการแพทย์ พบว่าอาหารเช้าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้โดยเฉลี่ย 27 กิโลกรัม และคงน้ำหนักตัวนั้นไว้ได้นาน 6 ปี การงดอาหารเช้าจะทำให้เกิดอาการหิวโซสุดซึ้ง และโหมกินในมื้อเย็น และของขบเคี้ยวที่ไม่มีคุณค่า

          กินให้พอดี กะปริมาณอาหารเช้าให้พอดี หากจะทานซีเรียลในมื้อเช้า ควรจำกัดแค่ 1 ถ้วย

           กินผักผลไม้มากขึ้น วิตามิน  เส้นใย แร่ธาตุ และแคลอรีต่ำ คือเหตุผลที่เราต้องลุยตลาดซื้อผักและผลไม้มาทานแต่ต้องเลือกที่น้ำตาลไม่สูง เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอ

          ซื้อขนาดเล็กลง มีเท่าไหร่ กินเท่านั้น คือกฎธรรมชาติที่จริงที่สุด เพราะฉะนั้นซื้อขนมกล่องเล็กเข้าไว้

          เลือกกินอย่างฉลาด เลือกทานไก่อบแทนไก่ทอด เบอร์เกอร์ผัก แทนเบอร์เกอร์เนื้อ ไอศกรีมแท่งแบบไม่มีไขมันแทนไอศกรีมถ้วย จะช่วยลดปริมาณแคลอรีเฉลี่ย 233 กิโลแคลอรีใน 1 สัปดาห์

          งดน้ำอัดลม มาเป็นน้ำเปล่าที่ผสมน้ำมะนาวแทน

          ทานซุปก่อนเริ่มต้นมื้ออาหารแรก น้ำซุปจะทำให้ไม่ค่อยรู้สึกหิวและกินอาหารน้อยลง

          ให้ความสำคัญกับการทานอาหารแล้ว การเอาออกโดยการเผาผลาญก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำอย่างสมดุล เพื่อเป็นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการทำงานของหัวใจเพราะสาวยุคใหม่เขาเลิกกังวลเรื่องความผอมกันแล้ว

โดย kapook.com

7 คำถามควรรู้ก่อนใส่ คอนแทคเลนส์

Monday, November 30th, 2009

7 คำถามควรรู้ก่อนใส่ คอนแทคเลนส์

คอนแทคเลนส์

7 คำถามควรรู้ก่อนใส่คอนแทคเลนส์ (ชีวจิต)

          ใครหลาย ๆ คนที่กำลังตัดสินใจเปลี่ยนจากการใช้แว่นสายตา หันมาใช้คอนแทคเลนส์ รวมทั้งผู้ใส่คอนแทคเลนส์อยู่เป็นประจำ อาจมีข้อสงสัยที่ยังรอคำตอบเกี่ยวกับคอนแทคเลนส์ วันนี้เรามีเรื่องน่ารู้ก่อนตัดสินใจใช้คอนแทคเลนส์จากศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย มาฝากค่ะ

คำถามที่ 1 คอนแทคเลนส์มีอันตรายต่อดวงตาของผู้ใช้ได้หรือไม่

          ตอบ มีแน่นอนค่ะ เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อน ถ้าคิดที่จะใช้ ควรจะได้รับการตรวจดวงตาจากจักษุแพทย์ก่อน เพื่อดูว่ามีโรคตาที่เป็นข้อห้ามในการใช้คอนแทคเลนส์หรือไม่ เลนส์ที่ใช้อยู่เหมาะสมกับดวงตาหรือไม่ เช่น เลนส์นั้นมีความโค้งเข้ากับความโค้งของกระจกตาคุณหรือเปล่า ถ้าคับหรือหลวมไปอาจเป็นอันตรายได้ หรือน้ำตาของคุณมีเพียงพอสำหรับใช้เลนส์ชนิดใด เช่น ถ้าน้ำตาค่อนข้างน้อยควรใช้เลนส์ชนิดแข็ง เป็นต้น

คำถามที่ 2 คอนแทคเลนส์ชนิดใส่ครั้งเดียวทิ้ง มีคุณสมบัติดีกว่าแบบใส่เป็นปีจริงหรือไม่

          ตอบ ไม่เสมอไป การเปลี่ยนบ่อย ๆ ข้อดีคือได้เลนส์ที่สะอาด กำจัดปัญหาที่เกิดจากเลนส์สกปรก เช่น ระคายตา ตาอักเสบ หรือตามัว เลนส์ชนิดนี้เป็นเลนส์ที่ใส่นอนได้ เลยมักเป็นเลนส์ที่อมน้ำมาก หรือบางมาก เพื่อให้ออกซิเจนผ่านไปที่กระจกตาได้ดี ซึ่งจะแห้งเร็วและไม่ค่อยคงรูปในขณะใส่ ทำให้ความชัดของภาพที่เห็นเปลี่ยนแปลงขณะกะพริบตา โดยเฉพาะในรายที่มีสายตาเอียงมาก

คำถามที่ 3 การใช้คอนแทคเลนส์ จะป้องกันสายตาไม่ให้ผิดปกติเพิ่มขึ้นได้จริงหรือไม่

          ตอบ ไม่จริง ยกเว้นบางรายที่ใช้เลนส์ชนิดแข็ง หรือครึ่งแข็งครึ่งนิ่ม (Gas Permeable Lens) สายตาอาจไม่เปลี่ยนแปลงหรือลดลงเล็กน้อยได้ เนื่องจากความโค้งของกระจกตาเปลี่ยนไป

คำถามที่ 4 คอนแทคเลนส์ทำให้ดวงตาติดเชื้อโรคได้หรือเปล่า

          ตอบ คอนแทคเลนส์ที่สกปรก เนื่องจากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้องสามารถทำให้ติดเชื้อได้ ดังนั้นก่อนนำไปใช้ทุกครั้งจะต้องแช่เลนส์ไว้ในน้ำยาอย่างน้อย 5-6 ชั่วโมง หรือแช่ทิ้งไว้ตลอดคืนจะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ และห้ามนำเลนส์ไปแช่ในน้ำเกลือโดยเด็ดขาด นอกจากนั้นผู้ใช้ควรปิดตลับ และขวดน้ำยาให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปล้างมือด้วย สบู่ เพื่อป้องกันการปนเปื้อน ส่วนตลับใส่เลนส์ควรล้างด้วยสบู่และลวกน้ำร้อนทุกเดือน และควรเปลี่ยนตลับบ่อย ๆ หรือทุก 6 เดือน

ทำไมต้อง 2012

Sunday, November 29th, 2009

ทำไมต้อง 2012

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

2012

12-21-12 คือ ตัวเลขเดือน (12) วัน (21) และปี (2012) อันเป็นต้นเหตุแห่งความเชื่อและคำทำนายต่างๆ
       
        ประเดิมด้วยเรื่องของศาสตร์แห่งตัวเลข (Numerology) ที่ทุกหมายเลขมีตัวอักษรเกี่ยวข้อง เมื่อ 12-21-12 แทนตัวอักษรจะได้ ABBAAB และตามภาษาฮิบรูไม่ว่าจะอ่านจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้ายก็จะได้ BA ABBA ซึ่งแปลว่า “บิดากำลังมา” (ซึ่งหมายถึงพระเจ้า)
       
        อย่างไรก็ดี ปี 2012 ถูกอ้างว่าเป็นปีที่ดีของการเปลี่ยนจิตวิญญาณ (ตามบันทึกทางศาสนาของยิวหรือคริสเตียน) เช่นเดียวกับตามปฏิทินมายาที่นับได้ครบ 12 รอบในวันที่ 21 ธ.ค.ของปี 2012 ซึ่งหมายถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเพื่อโลก โดยปฏิทินของชาวมายามีรอบทุกๆ 5,200 ปี โดยในรอบนี้ก็จะจบลงในปี 2012
       
        อีกทั้งเคยมีการระบุว่ารอบ 5,200 ปีที่แล้ว ก็เกิดมหัตภัยใหญ่แก่โลก ถือเป็นคำทำนายของอาณาจักรที่ได้ล่มสลายไปแล้วเมื่อ 1,500 ปีก่อน
       
        นอกจากนี้ หากนับจำนวนวันระหว่างวันที่ 20 มิ.ย.2007 ซึ่งเป็นวันครีษมายัน (ดวงอาทิตย์ทำมุมห่างขึ้นไปทางเหนือมากที่สุด) จนถึงวันที่ 21 ธ.ค.2012 ซึ่งเป็นวันเหมายัน (ดวงอาทิตย์ทำมุมห่างลงไปทางใต้มากที่สุด) มีจำนวนวัน 2,012 วันพอดี
       
        ส่วนคำทำนายทางวิทยาศาสตร์ก็มีมากมายที่จะเกิดขึ้นในปี 2012 โดยเฉพาะการเรียงตัวของดาวเคราะห์ในแบบพิเศษ รวมทั้งการคาดการณ์ของนาซาที่บอกไว้ว่า ดวงอาทิตย์จะกลับขั้วแม่เหล็กในช่วงปี 2012 ซึ่งเป็นผลจากการสิ้นสุดวงจรจุดดับในรอบ 11 ปี ซึ่งทำให้บางคนเชื่อว่าจะส่งผลต่อสนามแม่เหล็กโลก โดยความร้อนจะเจาะเข้าชั้นบรรยากาศโลก และทำให้เรารับอันตรายจากแสงของดวงอาทิตย์ได้ง่ายขึ้น
       
        นอกจากนี้ ในปี 1899 ได้ค้นพบเสียงสะท้อน (Schumann Cavity Resonance) ที่เป็นเสมือนจังหวะหัวใจเต้นของโลก ที่ความถี่ 7.8 เฮิรตซ์ (ครั้งต่อวินาที) กระทั่งในปี 1998 พบว่าจังหวะดังกล่าวเต้นเร็วขึ้นเป็น 10 เฮิรตซ์ และเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสนามแม่เหล็กโลกกำลังอ่อนลง และเชื่อว่าจะมีค่าเป็นศูนย์ในปี 2012
       
        แต่นั่นก็ไม่น่าจะทำให้โลกถึงการล่มสลาย อาจเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนผ่านสู่วงจรใหม่ของโลก

10 คำทำนาย “วันสิ้นโลก” (ที่ไม่เห็นจะเกิดขึ้นจริง)

Sunday, November 29th, 2009

10 คำทำนาย “วันสิ้นโลก” (ที่ไม่เห็นจะเกิดขึ้นจริง)

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

MV แฟนเราเอาแต่ใจ ไอน้ำ

Sunday, November 29th, 2009

MV แฟนเราเอาแต่ใจ ไอน้ำ

ขอบคุณคลิปจาก YouTube

MV.เวรกรรม / พริกไทย

Sunday, November 29th, 2009

MV.เวรกรรม / พริกไทย

ขอบคุณคลิปจาก YouTube

MV ฉันดีไม่พอ (ใช่ไหม) C-Quint

Sunday, November 29th, 2009

MV ฉันดีไม่พอ (ใช่ไหม) C-Quint

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก YouTube

นั่ง ยืน แบบไหน? ลดปวดเมื่อย

Sunday, November 29th, 2009

นั่ง ยืน แบบไหน? ลดปวดเมื่อย

นั่ง ยืน ลดปวดเมื่อย


นั่ง ยืน แบบไหน? ลดปวดเมื่อย
(เดลินิวส์)

          การมองข้ามความสำคัญของท่านั่ง ท่ายืนที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา อาทิ อาการปวดเมื่อยหลัง หรือปวดศีรษะ

สำหรับท่านั่งที่ถูกต้อง คือ…

        นั่งหลังตรง โดยไม่ทิ้งน้ำหนักกดสันหลังช่วงล่าง

        ไม่งอหรือห่อไหล่ และนั่งให้เต็มเก้าอี้

        พิงหลังชิดพนัก หาหมอนหรือผ้าหนุนบริเวณส่วนเว้าของพนักพิง

        วางปลายเท้าทั้งสองข้างให้ถึงพื้น และกระจายน้ำหนักให้เท่ากัน

        พับเข่าทำมุม 90 องศา ในระดับเดียวกับสะโพก

        ส่วนแขนปล่อยวางข้างลำตัว พร้อมนั่งแขม่วหน้าท้องเล็กน้อย หายใจให้เป็นธรรมชาติ

        ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง เพราะเป็นการบิดตำแหน่งเชิงกรานให้ผิดลักษณะ ส่งผลให้น้ำหนักขาตกอยู่ที่เส้นเอ็นและกระดูกอ่อน

        ขณะนั่ง หมั่นยืดหลังให้บริเวณอกแอ่นไปด้านหน้า ค้างไว้ครั้งละ 20 วินาที เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อหน้าท้องและผ่อนน้ำหนักจากข้อต่อสันหลัง

        เมื่อต้องการเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งเป็นยืน ให้ขยับตัวไปด้านหน้าของเก้าอี้ ก่อนทิ้งน้ำหนักที่ขา ยืดขาช้าๆ พยายามอย่ายืนขึ้นในลักษณะสันหลังช่วงเอวโก่งงอ

ส่วนท่ายืนที่ถูกต้อง คือ…

        ศีรษะและคอตั้งตรง

        ไม่เกร็งช่วงไหล่ และกระดูกไหปลาร้า ให้อยู่ในลักษณะผายออกอย่างผ่อนคลาย

        สะโพกทั้งสองข้างให้อยู่ในระดับเสมอกัน

        งอเข่าเล็กน้อย ไม่ควรเหยียดยืดให้ตรงเกินไป

        ข้อเท้าทั้งสองข้าง ควรทิ้งน้ำหนักตัวเฉลี่ยเท่าๆ กัน

        การนั่งและยืนอย่างถูกต้อง นอกจากจะทำให้ดูสง่าผ่าเผยแล้วยังช่วยลดการเสื่อมของข้อต่อ ลดความตึงของเส้นเอ็น กล้ามเนื้อไม่เกิดอาการอ่อนล้า ป้องกันอาการปวดหลัง-ปวดศีรษะ ลดความเสี่ยงจากการเจ็บกล้ามเนื้อฉับพลันได้

พบวิธี ทำหมัน ใหม่ ลดทารุณกรรม สุนัข

Sunday, November 29th, 2009

พบวิธี ทำหมัน ใหม่ ลดทารุณกรรม สุนัข


พบวิธี”ทำหมัน”ใหม่ ลดทารุณกรรมสุนัข (มติชน)

          เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าวความสำเร็จการพัฒนาวิธีการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า ว่า ประเทศไทยมีสุนัขจรจัดสูงถึง 4-5 ล้านตัว ซึ่งมักพบเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้เป็นปัญหาสังคมอย่างมาก โดยในแต่ละปีพบผู้ถูกสุนัขกัดและฉีดวัคซีนป้องกันปีละกว่า 500,000 ราย ค่าใช้จ่ายสูงถึงหลายร้อยล้านบาทต่อปี ที่สำคัญยังมีผู้เสียชีวิตโดยปีนี้พบสูงถึง 22 ราย ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมาเพียง 9 ราย ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้สนับสนุนงบประมาณการวิจัย 20 ล้านบาท เพื่อพัฒนาวิธีการทำหมันสุนัขเพศผู้ด้วยการฉีดสารละลายซิงค์กลูโคเน็ต (Zinc Gluconate) หรือสารสังกะสี ที่ผสมกับกรดอะมิโน ฉีดเข้าในลูกอัณฑะทั้ง 2 ลูกของสุนัข ซึ่งจะไปทำลายเซลล์อสุจิ ทำให้ลูกอัณฑะมีขนาดเล็กลง ใช้เวลาเพียง 2-3 นาทีก็กลับบ้านได้ทันที

          ขณะที่วิธีเดิมที่ใช้วิธีตอนต้องตัดอัณฑะทิ้งและใช้เวลาพักฟื้น 3-4 วันถึงจะหายเป็นปกติ และยังมีค่ารักษาหลายพันบาท เบื้องต้นทีมวิจัยได้ร่วมกับบริษัทเอกชนเอ็มแอนด์เอส ทดสอบในห้องทดลองพบว่าวิธีทำหมันที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นี้ได้ผลดี และยังใช้ได้กับสุนัขทุกช่วงอายุ

          “ที่สำคัญผลการศึกษาดังกล่าว ตัวแทนจากองค์การอนามัยโลกตรวจสอบพบว่า สุนัขที่ได้รับการฉีดในลูกอัณฑะมีสุขภาพดี ที่สำคัญยังคงความเป็นเพศผู้ ไม่อ้วน และยังสามารถเฝ้าบ้านได้ มีปฏิกิริยาของเพศชาย แต่ลดความดุร้ายลง แต่ปัญหาคือ ปัจจุบันประเทศไทยโดยกรมปศุสัตว์ไม่เห็นด้วยกับวิธีดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นวิธีที่ทำให้สุนัขร้องระหว่างฉีด ขณะที่วิธีเดิมต้องดมยาสลบ ทั้ง ๆ ที่วิธีใหม่ช่วยลดปัญหาการทารุณกรรมสัตว์ได้” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

โดย kapook.com

มศว พิสูจน์แล้ว! “ฝังเข็มขจัดฝ้าให้ผลดีกว่ายา”

Friday, November 27th, 2009

มศว พิสูจน์แล้ว! “ฝังเข็มขจัดฝ้าให้ผลดีกว่ายา”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์  
       นักวิจัยมศว เผยผลทดสอบฝังเข็มเพื่อรักษาฝ้า พบประสิทธิภาพดีกว่ายาแผนปัจจุบัน ไม่ก่อผลข้างเคียง เตรียมศึกษากลไกการออกฤทธิ์ให้ชัดเจน
พญ.สายชลี ทาบโลกา นิสิตปริญญาโท คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

       พญ.สายชลี ทาบโลกา นิสิตปริญญาโท คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) วิจัยเรื่องการศึกษาประสิทธิผลของการรักษาฝ้าด้วยการฝังเข็มเปรียบเทียบกับยา Hydroquinone 3%
       
       ปัจจุบันนี้ผู้หญิงวัยกลางและผู้ชายเองเกือบทุกเชื้อชาติต่างประสบปัญหาฝ้า (Melasma) ต้นกำเนิดไม่มีข้อมูลแน่ว่าเกิดจากอะไรกันแน่ แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ที่สังเคราะห์เม็ดสีในชั้นหนังกำพร้า โดยเฉพาะรังสีอัลตราไวโอเลตเอ บี ซึ่งผู้หญิงไทยจะประสบปัญหาฝ้ามากกว่าหญิงประเทศอื่นๆ ด้วยไทยเป็นประเทศที่แสงแดดส่องตลอดทั้งปี
       
       “ฝ้าเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า เป็นความผิดปกติของสีผิวเนื่องจากเม็ดสีเมลานินมีปริมาณเพิ่มขึ้น จะพบเป็นปื้นสีน้ำตาลอ่อนจนถึงน้ำตาลเข้ม สีเทาอมน้ำตาล กระจายบนใบหน้า ที่พบบ่อยคือ แก้มทั้ง 2 ข้าง หน้าผาก บริเวณเหนือริมฝีปาก จมูก และคาง ไม่สามารถหายได้เอง และจะเข้มขึ้นถ้าไม่รักษา ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ บั่นทอนสภาพจิตใจ ขณะที่การรักษาก็ยังไม่มีวิธีการใดที่ได้ผลที่ดีที่สุด และยังมีผลข้างเคียง ปัจจุบันแพทย์โรคผิวหนังจะใช้หลายวิธี โดยมักแนะนำให้หลีกเลี่ยงสาเหตุการเกิดฝ้า กับใช้ยากันแดด หรือใช้ยาลอกหน้าร่วม ในงานวิจัยชิ้นนี้ใช้ยาไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) 3% เพื่อเปรียบเทียบกับการฝังเข็ม”
       

       พญ.สายชลี กล่าวต่อว่า การฝังเข็มใช้หลักการแพทย์แผนจีน เจาะหรือฝังตามผิวหนัง เพื่อป้องกันและรักษาโรค โดยใช้เข็มปักลงให้ลึกพอที่จะทำให้เกิดความรู้สึกได้ลมปราณ (เต๋อชี่หรือเจินก่าน) โดยผู้ที่มารักษาฝ้าจะรู้สึกตื้อๆ หนักๆ หรือเสียวบริเวณที่ถูกเข็มปัก และใช้การปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านเข็มเข้าสู่ร่างกาย ช่วยกระตุ้นเข็มปรับสมดุลการทำงานของร่างกาย เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและลมปราณ ซึ่งแนวทางการฝังเข็มเพื่อรักษาฝ้า เป็นทางเลือกน่าสนใจในผู้ที่ไม่ต้องการใช้ยา
       
       จากการทดสอบใช้การฝังเข็มรักษาฝ้าในอาสาสมัครหญิ งอายุ 35-55 ปี 56 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 28 คน กลุ่มแรกให้ทายาประเภทไฮโดรควินินความเข้มข้น 3% ซึ่งเป็นการรักษาตามแผนปัจจุบัน กลุ่มที่ 2 ใช้การฝังเข็มบริเวณร่างกายและใบหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 10 สัปดาห์
       
       จากการติดตามผลทุกๆ2 สัปดาห์พบว่า ในช่วง 2 สัปดาห์แรก ฝ้าบนใบหน้าของอาสาสมัครกลุ่มสองเริ่มจางลง และเมื่อครบ 10 สัปดาห์ หญิงที่ปริมาณฝ้าไม่มาก หายได้สมบูรณ์แบบ ขณะที่อาสาสมัครที่เป็นฝ้าลึกและเป็นมานาน ก็จางลงอย่างชัดเจน ส่วนผลข้างเคียงจากการฝังเข็มคือ รอยช้ำของเข็ม ที่หายได้ในไม่กี่วัน
       

       “การฝังเข็มจะเป็นการปรับสมดุลในร่างกายกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและลมปราณ ซึ่งการแพทย์แผนจีนเชื่อว่า ระบบเลือดลมที่ไหลเวียนไม่ดี ก่อให้เกิดฝ้า ทีมวิจัยยังคงติดตามอาสาสมัครต่อไปอีก แม้จะครบกำหนด 10 สัปดาห์ไปแล้วเพื่อดูการเป็นซ้ำ แต่คาดว่าการฝังเข็มจะช่วยลดการเป็นซ้ำได้” พญ.สายชลีกล่าว

Subscribe to RSS