Archive for March, 2010

อย่าสักแต่ ดื่มชา อย่างบ้าคลั่ง

Tuesday, March 30th, 2010

อย่าสักแต่ ดื่มชา อย่างบ้าคลั่ง

อย่าสักแต่ ดื่มชา อย่างบ้าคลั่ง (First Magazine)

          คุณทราบไหมว่า ในปีหนึ่ง ๆ คนไทยบริโภคน้ำตาลเกินปริมาณที่องค์การอนามัยโลกกำหนด 4-5 เท่า โดยกำหนดไว้ที่ปริมาณ 6 ช้อนชาต่อวัน แต่คนไทยกินมากกว่าถึง 18-20 ช้อนชาต่อวัน

          ยิ่งในช่วงกระแสคลั่ง “น้ำชา” กำลังรุนแรง จะชาเขียว ชาขาว หรือชาอะไรก็ช่าง ในขวดชาพร้อมดื่มทั้งหลายที่ประเดประดังมาหลอกล่อเราอยู่นี้ มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากปัญหาเรื่อง “น้ำตาล” ที่มากับชาพร้อมดื่มทั้งหลายแล้ว ยังมีข้อพึงระวังในการดื่มชาที่สำคัญ ได้แก่

           ไม่ควรดื่มชาขณะกินยา เพราะสารต่าง ๆ ในน้ำชาอาจทำปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ต่อยาที่กินเข้าไป อาจทำให้คุณสมบัติของยาเจือจางหรือเสื่อมสภาพลง หรือขั้นร้ายแรงอาจกลายเป็นสารพิษได้ ถ้าหากอยากดื่มควร ดื่มก่อนหรือหลังทานยาประมาณ 2 ชั่วโมง

          ไม่ควรดื่มชาก่อนนอน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน สตรีมีครรภ์ คนชรา และเด็กเล็ก

          ไม่ควรดื่มชาร้อนจัด เพราะการดื่มของร้อนจัดมีผลข้างเคียงต่อช่องปาก ลำคอ ลำไส้ได้ อาจทำให้เนื้อบางส่วนในช่องปากตาย และอาจเป็นต้นเหตุกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้

          ผู้ที่ไตทำงานบกพร่องหรือมีอาการไตวาย ไม่ควรดื่มน้ำชามาก เพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อยและไตต้องทำงานหนักขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพของไตยังทำงานได้ไม่เต็มที่

          เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ไม่ควรดื่มน้ำชา เพราะกรดแทนนิกเมื่อรวมตัวกับธาตุเหล็กในกระเพาะอาหารและลำไส้จะกลายเป็นสารที่ไม่สามารถละลายได้ ทำให้เด็กเล็กไม่เติบโต มีอาการขาดธาตุเหล็กและเป็นโรคโลหิตจางได้

          ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ ผู้ป่วยที่หลอดเลือดแดงใหญ่ในหัวใจอุดตันไม่ควรดื่มน้ำชาเข้มข้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายถูกกระตุ้นมากเกินไป หากความดันโลหิตขึ้นสูงมาก หรือหัวใจถูกกระตุ้นมากเกินขีดจะเป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างรวดเร็วฉับพลัน


          ผู้ที่มีไข้สูง ไม่ควรดื่มน้ำชา เพราะด่างในน้ำชาจะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น จึงยิ่งทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้น กรดแทนนิกในน้ำชายังส่งผลให้ร่างกายขับเหงื่อออกมาได้น้อยกว่าปกติ ทำให้ระบบการขับเหงื่อของร่างกายทำงานบกพร่อง

โดย kapook.com

พลังของผักผลไม้หลากสี

Tuesday, March 30th, 2010

พลังของผักผลไม้หลากสี

The Power of Colour (She’s smart)
โดย: ข้าวปุ้น

          ผักผลไม้หลากสี นอกจากสีสันสวยงามแล้ว ยังมีประโยชน์เพียบเลย

          คุณคงไม่ปฏิเสธใช่มั้ยคะว่าอาหารที่มีสีสัน มีการจัดตกแต่งหน้าตาให้สดและสวยนั้น มีพลังเย้ายวนชวนน้ำลายสอไม่ใช่เล่น และที่มากกว่าความสดสวยชวนกินก็คือ สารต้านโรคที่อัดแน่นในบรรดาผักผลไม้หลากสี ซึ่งถือเป็นของแถมตบท้ายความอร่อยที่คุ้มค่าจริง ๆ ค่ะ

          อย่างที่เรารู้ ๆ กันว่าประโยชน์ของผักผลไม้นั้นมีมากมายมหาศาล ทั้งวิตามิน แร่ธาตุหลากชนิดที่เป็นประโยชน์กับกลไกต่าง ๆ ในร่างกาย และคุณสมบัติของการเป็นแหล่งใยอาหาร เป็นสารอาหารที่ช่วยลดการดูดซึมของคอเลสเตอรรอลและไขมัน (ศัตรูตัวฉกาจของหุ่นเพรียวสวย และสุขภาพของคุณ ๆ) ช่วยให้ระบบย่อย ระบบการขับถ่ายทำงานปกติ

          นอกจากคุณสมบัติเหล่านี้แล้ว ในผักผลไม้ยังมีสารพิเศษ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายยาช่วยป้องกันโรคบางชนิด เช่น มะเร็ง โรคหัวใจหลอดเลือด เป็นต้น แต่จะกินอย่างไรเพื่อให้ร่างกายได้รับการปกป้องจากโรคภัยได้นั้น เขาแนะนำให้กินหลากหลายค่ะ ถ้าให้ชัดขึ้นมาอีกหน่อยก็คือ กินให้ครบ 5 สีค่ะ ใน 5 สีสันนั้นมีอะไรบ้าง อยากรู้ไปชมไปชิมด้วยกันค่ะ

พลังของ 5 สีสัน

สีเขียว

อาหารเพื่อสุขภาพ

          เป็นสีแรกที่ทุกคนจะนึกถึงเมื่อพูดถึงผัก สารที่ให้สีเขียวในผักก็คือคลอโรฟีลล์ นอกจากนี้ยังมีสารประกอบอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติส่งเสริมสุขภาพ เช่น ลูทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการเกิดความเสื่อมของจอประสาทตา เป็นต้น

          ผัก ผลไม้สีเขียว : ผักใบเขียวทุกชนิด เช่น บล็อกโคลี คะน้า ผักโขม กวางตุ้ง กะหล่ำปลี ชะอม

สีเหลือง สีส้ม

เส้นทางเที่ยวใกล้กรุง 12 ที่ 12 เดือน

Tuesday, March 30th, 2010

เส้นทางเที่ยวใกล้กรุง 12 ที่ 12 เดือน


เส้นทางเที่ยวใกล้กรุง 12 ที่ 12 เดือน (Weekend)

เรื่อง : Kan_ni26

          คอลัมน์ One Day Trip ขออาสารวบรวมเส้นทางเที่ยวใกล้กรุงที่น่า สนใจ และไม่ควรพลาดอย่างยิ่งในการไปเที่ยว มาแนะนำกัน …

หมู่บ้านไม้ ดอกไม้ประดับ

หมู่บ้านไม้ ดอกไม้ประดับ

1. กรุงเทพฯ-นครนายก

          หมู่บ้านไม้ดอกไม้ประดับ คลอง 15 เส้นทางสายดอก ไม้ที่ยาวและใหญ่มากที่สุดใน ประเทศไทย ระยะทางกว่า 8 กิโลเมตร รวมเนื้อที่กว่า 900 ไร่ เป็นทั้งแหล่งเพาะพันธุ์พืช ไม้ดอก ไม้ประดับต่าง ๆ พืชสวนครัว สมุนไพรไทย สวนไม้ หอม สวนไม้มงคล ฯลฯ ที่เพาะชำ ทาบกิ่ง ติดตา ล้อมราก ซึ่งจัดส่งไปยังแหล่งจำหน่ายต่าง ๆ ทั่วประเทศ และต่างประเทศ แถมยังขายราคาไม่แพงอีกด้วย

          การเดินทาง

          จากกรุงเทพ ฯ ขับรถมาตามเส้นทางหมายเลข 305 เลียบ คลองรังสิต ถึงเขตอำเภอองครักษ์ ให้แยกซ้ายเข้าสู่ถนน เลียบคลอง 15

ตลาดร่มหุบ

ตลาดร่มหุบ

2. กรุงเทพ-สมุทรสงคราม

          ตลาดร่มหุบ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ตลาดแม่กลอง แต่ชาว บ้านมักจะเรียกว่า ตลาดเสี่ยงตาย เพราะเป็นตลาดที่ติดอยู่ กับสถานีรถไฟแม่กลอง เป็นตลาดที่อยู่บนทางรถไฟสายแม่กลอง บ้านแหลม พ่อค้าแม่ค้า จะตั้งแผงสองข้างทางรถไฟ ส่วนลูกค้าก็อาศัยทางรถไฟเป็นถนนสำหรับจับจ่ายซื้อสินค้า และไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่พ่อค้า แม่ค้า จะจัดกระจาด กระบุง ตะกร้า เข้า ๆ ออก ๆ จากบริเวณทางรถไฟในเวลาแค่พริบตา ด้วยรถไฟขบวนนี้เป็นสายสั้น ทำให้ต้องพร้อมจัดเก็บจัด วางสินค้าอย่างฉับไวเสมอ ซึ่งก็เป็นเสน่ห์ของความสนุก สนานอีกรูปแบบหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสนั่นเอง

6 ข้อดีของผลไม้สารพัดส้ม

Thursday, March 25th, 2010

6 ข้อดีของผลไม้สารพัดส้ม

ผลไม้ ตระกูล ส้ม

6 ข้อดีของผลไม้สารพัดส้ม (Lisa)

           ไม่ใช่เพียงแค่ “ส้ม” แต่คือ “ผลไม้ตระกูลส้ม” (Citrus) ซึ่งหมายถึงผลไม้อื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น มะนาว เลมอน มะกรูด ส้มโอ เกรปฟรุต ฯลฯ เผื่อเวลาน้ำชาช่วงบ่ายจะเลิกหยิบขนมปรุงแต่ง แล้วหันมาอินเลิฟกับของหวานจากธรรมชาติกันบ้าง

บำรุงผิว

           ส้มเป็นผลไม้นางเอก เพราะพืชผลในครอบครัวส้มจะมีสารไฟโตนิวเทรียนต์มากมาย ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงสารกลุ่มฟลาวาโนนส์ สารแอนโธไชยานินส์ สารโพลีฟีนอลส์ และวิตามินซี ที่ช่วยทำให้ผิวสวยกระจ่างใสค่ะ

เสริมสร้างกระดูก

           เชื่อหรือไม่ว่าน้ำส้มสามารถให้แคลเซียม และวิตามินดีแก่ร่างกายได้ดีพอ ๆ กับนม และแคลเซียมจะไปเสริมสร้างกระดูก แต่ถ้าไม่มีวิตามินดี ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้ นอกจากนี้ น้ำส้มยังมีวิตามินซี ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระบวนการดังกล่าวอีกด้วย แต่จำไว้ว่า กรดอะซีติกในผลไม้จำพวกนี้อาจทำลายสารเคลือบฟันได้ จึงไม่ควรแปรงฟันภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากดื่มน้ำผลไม้

ปกป้องหัวใจ

           เปลือกของผลไม้ตระกูลส้มมีสารมหัศจรรย์อยู่มากมาย และหนึ่งในนั้นคือการ Polymethoxylated Flavones (PMFs) และสาร D-Limonene ซึ่งจะช่วยลดคอเลสเตอรอล ปรับระดับน้ำตาลในเลือด และกระตุ้นการกรองสารพิษของตับ นอกจากนี้ การศึกษายังชี้ว่า เม็ดสีในส้มเขียวหวานจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) โดยไม่ส่งผลต่อคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) แล้วก็อย่าเอ็ดไปนะคะ ความจริงแล้วเปลือกส้มอาจลดคอเลสเตอรอลได้ดีกว่ายาปฏิชีวนะบางตัว ที่ขายกันตามท้องตลาดเสียอีก

ขับง่ายถ่ายคล่อง

           ตำรับจีนมักจะเสิร์ฟเปลือกส้มคู่กับอาหาร เนื้อสัตว์ เพื่อย่อยอาหารที่มีไขมันสูง บางตำราแนะนำให้เริ่มวันใหม่ด้วยน้ำเลมอน 12 ออนซ์ ผสมกับน้ำกรองแล้วที่อุณหภูมิปกติ จะช่วยชะล้างของเสียในระบบย่อยอาหารและลำไส้ได้ เพราะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ

ดูแลสายตา 

           ผลไม้ตระกูลส้มอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยปกป้องแก้วตาจากโรคต้อกระจก และการศึกษายังพบว่าการบริโภควิตามินอีและซีในปริมาณมาก จะช่วยป้องกันโรคต้อกระจกได้ แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้สูง

อารมณ์ดี๊-ดี

อายแชโดว์ของคุณปลอดภัยแล้วรึยัง

Thursday, March 25th, 2010

อายแชโดว์ของคุณปลอดภัยแล้วรึยัง

เครื่องสำอาง

 

อายแชร์โดว์ของคุณปลอดภัยแล้วรึยัง (Woman’s Story)

           เนื่องจากมีการออกมากล่าวเตือนคุณผู้หญิงทั้งหลาย ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับดวงตาว่า ให้ระวังอาจมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ได้ ซึ่งถ้าหากมีก็จะส่งผลร้ายกับดวงตาของคุณได้

           โดยนักวิทยาศาสตร์การแพทย์กองเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ออกมาบอกว่า จากการสุ่มตรวจเครื่องสำอางในตลาดทั้งที่นำเข้าและผลิตในประเทศ ได้แก่ อายแชโดว์ ครีมเจลทารอบดวงตา มาสคาร่า ดินสอเหลวสำหรับเขียนรอบดวงตา และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางรอบดวงตา รวม 108 ตัวอย่าง พบ 7 ตัวอย่าง ที่มีแบคทีเรีย ยีสต์ และราปนเปื้อนเกินมาตรฐาน ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะทำให้ผิวหนังที่สัมผัสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเรื้อรัง เกิดการอักเสบจนลุกลามถึงตาบอดได้

           และจากการสุ่มตรวจพบว่า เครื่องสำอางที่ผสมสมุนไพรอย่าง ว่านหางจระเข้ มีแนวโน้มในการพบจุลินทรีย์ปนเปื้อนเกินมาตรฐาน 1 ล้านโคโรนีต่อกรัม และอาจพบเชื้อคลอสตริเดียมร่วมด้วย ทั้งนี้ เชื้อดังกล่าวมักตรวจพบในผลิตภัณฑ์ที่มีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นผู้บริโภคควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากเครื่องสำอางชัดเจน โดยเฉพาะที่อยู่ผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ วันเดือนปีที่ผลิต หรือวันหมดอายุกำกับให้ดีด้วย ฉลาดสวยแล้วก็ต้องฉลาดเลือกด้วยนะคะ

โดย kapook.com

ดิบก็ได้…สุกก็ดีนะจ๊ะ

Thursday, March 25th, 2010

ดิบก็ได้…สุกก็ดีนะจ๊ะ

baby

ดิบก็ได้…สุกก็ดีนะจ๊ะ (รักลูก)

          เคยสงสัยมั้ยว่า ผักผลไม้ที่กินแบบสุกก็ได้หรือดิบก็ได้นั้น จะมีคุณค่าต่างกันอย่างไร… แม่ลออ มีคำตอบให้ค่ะ

ดิบกับสุกคุณค่าต่างกัน?

          ผักและผลไม้ที่กล่าวมานั้น ตอนดิบกับตอนสุกมีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนกัน แต่จะมีสารอาหารบางตัวแตกต่างกันไปบ้าง ได้แก่

          วิตามินซี ในผักผลไม้ที่ยังดิบจะมีวิตามินซีมากกว่า และจะลดน้อยลงเมื่อสุกเต็มที่ หรือลดลงเมื่อโดนความร้อนและแสงแดด เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ผ่านการปรุงด้วยความร้อนก็จะยิ่งได้วิตามินซีเต็มที่

          วิตามินมีประโยชน์ช่วยป้องกันหวัด หรือทำให้หวัดหายไวขึ้น ช่วยให้แผลหายเร็ว ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง นอกจากนี้ วิตามินซียังช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน หรือลักปิดลักเปิด

          เบต้าแคโรทีน พบมากในพืชที่มีสีเหลืองและสีส้ม ซึ่งผลไม้ส่วนมากตอนที่ยังดิบจะมีสีเขียว จึงไม่มีสารเบต้าแคโรทีน หรือมีน้อย แต่ถ้ากินตอนสุกก็จะได้รับสารเบต้าแคโรทีนที่มากกว่า เช่น ขนุน ตอนที่ยังดิบจะไม่มีสารเบต้าแคโรทีนเลย แต่พอสุกแล้วจะมีสารเบต้าแคโรทีนเพิ่มขึ้น

          สารเบต้าแคโรทีนมีประโยชน์ช่วยบำรุงสายตา ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยชะลอความชราด้วย

          แป้งและน้ำตาล ผลไม้ที่ยังดิบจะประกอบด้วยแป้งมากกว่าน้ำตาล แต่เมื่อสุกแล้ว แป้งในผลไม้ก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล เช่น มะม่วง เราจะสังเกตได้ว่ามะม่วงดิบเมื่อหั่นเป็นชิ้น ๆ จะเห็นสีขาวติดอยู่ที่มีด ถ้าเป็นมะม่วงสุกจะไม่เห็นสีขาว แต่จะเห็นเป็นน้ำมะม่วงแทน ซึ่งสีขาวที่เห็นก็คือแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในมะม่วงนั่นเองค่ะ

          กล้วย กล้วยดิบมักใช้กินเป็นอาหารคาว อย่างเช่น ส้มตำ หรือเครื่องเคียงของแหนมเนือง หรือนำมาทำเป็นของหวานอย่างกล้วยบวชชี เมื่อสุกมีสีเหลืองรสหวาน

          มะม่วง ตอนยังดิบ ๆ บางชนิดรสชาติเปรี้ยว พอสุก จะเป็นสีเหลืองรสหวานอร่อย

          แตงโม ตอนที่ยังเป็นแตงโมอ่อน ผลเล็ก สีเขียว เรานำมาทำแกงส้ม หรือทำกับข้าวชนิดต่างๆ แต่พอผลโตเต็มเรากินในรูปของผลไม้

          ขนุน ที่ยังดิบอยู่ นิยมนำมาทำเป็นอาหารคาวค่ะ ขนุนสุกลูกใหญ่กินเป็นผลไม้ แถมเม็ดยังนำมาต้มให้สุกและโรยเกลือนิดนึง อร่อยดีอ่ะ

รู้จักกันไหม…เบาจืด

Thursday, March 25th, 2010

รู้จักกันไหม…เบาจืด

โรคเบาจืด
โรคเบาจืด

รู้จักกันไหม…เบาจืด (สวยด้วยแพทย์)

          ไม่รู้จักใช่ไหมล่ะ! ก็ส่วนใหญ่เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า “เบาหวาน” ส่วน “เบาจืด” นั้นฟังดูแปลกหู จนหลายคนออกอาการ…งง???

          ถ้าอย่างนั้นเรามาทำความรู้จักกับโรคเบาจืด ไปพร้อม ๆ กันเลย

          โรคเบาจืด (Diabetes Insipidus) เป็นโรคที่มีการสูญเสียหน้าที่การดูดกลับของน้ำ ที่ไต เนื่องจากมีระดับของฮอร์โมน ที่ทำหน้าที่ควบคุมการดูดกลับของน้ำลดลง

          ส่วนสาเหตุที่ระดับฮอร์โมนลดลงนั้น อาจเกิดจากต่อมใต้สมองส่วนหลังถูกทำลาย มีเนื้องอกไปกด หรือเนื่องจากได้รับอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม กะโหลกศีรษะแตกไปทำลายเนื้อต่อม เป็นต้น

ลักษณะอาการของผู้ป่วยเบาจืด ที่พบบ่อย

          คือ ปัสสาวะมากและบ่อย (ในรายที่เป็นรุนแรงจะถ่ายปัสสาวะบ่อยทุกครึ่ง หรือหนึ่งชั่วโมงทั้งกลางวันและกลางคืน) มีการกระหายน้ำ และดื่มน้ำมาก เนื่องจากการสูญเสียของน้ำไปทางปัสสาวะมาก ถ้าไม่ได้ดื่มน้ำตามที่ต้องการ จะกระวนกระวาย คอแห้ง ท้องผูก อ่อนเพลียมาก และอาจหมดสติ อาการที่เกิดอาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันได้ค่ะ

ในการวินิจฉัยโรคเบาจืด

          แพทย์จะซักประวัติและการตรวจพิเศษบางอย่าง ส่วนการรักษาโรคนี้ อาจจำเป็ฯต้องรักษาที่ต้นเหตุในสมอง หรือการให้ฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมการดูดกลับของน้ำที่ไต ทดแทนในผู้ป่วยที่ยังมีฮอร์โมนออกมาบ้าง

ส่วนการดูแลผู้ป่วยโรคเบาจืดนั้น

          นอกจากจะดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยา และปฏิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดแล้ว ด้วยเหตุที่ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะบ่อยมาก จึงควรดูแลความสะอาดหลังการถ่ายปัสสาวะทุกครั้ง

          ในกรณีผู้สูงอายุ จำเป็นต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการลุกเดินไปห้องน้ำบ่อย ๆ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ นอกจากนั้นควรดูแลให้ผู้ป่วยได้รับน้ำเข้าสู่ร่างกายอย่างเพียงพอ และสังเกตว่ามีอาการของการขาดน้ำหรือไม่ เช่น ริมฝีปากแห้ง ผิวแห้ง ตาลึกโหล เป็นต้น หากปรากฎอาการผิดปกติที่ไม่แน่ใจ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

          ทีนี้คงรู้จักโรคเบาจืดกันแล้วนะคะ

โดย Kapook.com

ออกรุ่นใหม่อีกแล้ว !! “Nintendo 3DS” เล่นเกม 3 มิติโดยไม่ใช้แว่น

Tuesday, March 23rd, 2010

ออกรุ่นใหม่อีกแล้ว !! “Nintendo 3DS” เล่นเกม 3 มิติโดยไม่ใช้แว่น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์  
หมายเหตุ : รูปประกอบข่าว ไม่ใช่เครื่องรุ่นใหม่

       “นินเทนโด” เตรียมวางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมพกพารุ่นใหม่ของเครื่องซีรีส์ Nintendo DS โดยจะใช้ชื่อว่า “Nintendo 3DS” ที่สามารถเล่นเกมแบบ 3 มิติได้ โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในงาน E3 ช่วงกลางปีนี้ จากนั้นจะวางจำหน่ายในก่อนปี2011
       
       วันนี้ (23 มี.ค.) “ซาโตรุ อิวาตะ” ประธานบริษัทนินเทนโด ระบุในรายงานต่อนักลงทุนว่า บริษัทปักหมุดที่จะวางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมพกพารุ่นใหม่ “Nintendo 3DS” (ชื่อชั่วคราว) ในปีงบประมาณ 2010 (ระหว่างเดือน เม.ย.2010 ถึง มี.ค.2011) โดยเครื่องเล่นเกมตัวนี้มีจุดเด่นตรงที่สามารถเล่นเกมแบบ 3 มิติได้ด้วยตาเปล่า และไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริมอย่างแว่นตา 3 มิติมาสวมใส่แต่อย่างใด แถมยังรองรับซอฟต์แวร์เกมเก่าทั้งหมดของ DS และ DSi ด้วย
       
       Nintendo 3DS จะกลายเป็นเครื่องเล่นเกมพกพารุ่นล่าสุดที่สืบสานความสำเร็จของเครื่องเกมตระกูล DS ต่อไป โดยในปัจจุบันมียอดขายสะสมรวมกันทุกรุ่น ไล่ไปตั้งแต่ DS, DS Lite, DSi และ DSi LL (XL)นั้น มีจำนวนมากกว่า 125 ล้านเครื่องทั่วโลก (สำรวจตอนเดือน ธ.ค.2009)
       
       ”อิวาตะ ซาโตรุ” ระบุในรายงานอีกว่า รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องเล่นเกมพกพารุ่นใหม่ Nintendo 3DS จะถูกเปิดเผยวันที่ 15 มิ.ย.ปีนี้ ภายในงาน Electronic Entertainment Expo หรือที่รู้จักกันในชื่อ E3 ที่ลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา
       
       ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนม.ค.ที่ผ่านมา “ซาโตรุ อิวาตะ” ได้เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ “อาซาฮี ชิมบุง” ไว้ว่า เครื่องเล่นเกมพกพารุ่นใหม่ของซีรีส์ Nintendo DS จะมีศักยภาพสูงในด้านรายละเอียดของกราฟิก รวมถึงจะมีเซ็นเซอร์ที่คอยตรวจจับการเคลื่อนไหวของผู้เล่นด้วย แต่หลังจากนั้นทางนินเทนโดอเมริกาก็ออกมาชี้แจงว่า ทางหนังสือพิมพ์ “อาซาฮี” มีความผิดพลาดในเรื่องของการแปลภาษา พร้อมระบุว่า “ซาโตรุ อิวาตะ” ไม่ได้เปิดเผยคุณสมบัติของเครื่องเกมพกพารุ่นใหม่
       
       ขณะที่ทางหนังสือพิมพ์ “อาซาฮี” ก็ยืนยันเช่นกันว่า เนื้อหาทั้งหมดมีการเขียนและแปลอย่างถูกต้องแล้ว โดยเนื้อหาที่นำมาลงในสื่อฯเป็นประโยคส่วนหนึ่งจากการพูดคุยให้สัมภาษณ์ ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีการออกมาโต้แย้งกันอยู่ระยะหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่านินเทนโดได้ใช้โปรเซสเซอร์ Tegra ของค่าย NVIDIA ในเครื่อง DS ตัวใหม่ แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่
       
       งานนี้ผู้ที่ติดตามข่าวสารต่างก็เฝ้ารอให้ถึงงาน E3 เร็วๆ จะได้รู้รายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเครื่องเล่นเกมพกพา Nintendo 3DS กันเสียที

คนไทยสอบตกกินผักผลไม้

Tuesday, March 23rd, 2010

คนไทยสอบตกกินผักผลไม้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์  

       ผักผลไม้ คืออาหารอันทรงคุณค่าต่อร่างกาย ซึ่งบ้านเมืองเราอุดมสมบูรณ์ไปด้วยผักผลไม้ต่างๆนานา แต่น่าแปลกที่ ผลการสำรวจกลับระบุว่า คนไทยกินผักผลไม้น้อยเกินไป แต่กลับไปนิยมกินวิตามินอาหารเสริมต่างๆที่มาในรูปแบบเม็ดยาแทน
       
       ทั้งนี้ในรายงานสถานการณ์สุขภาพประเทศไทย ฉบับที่ 15 โดย สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ได้หยิบยกข้อมูลการศึกษาเรื่อง “การบริโภคผักผลไม้ของคนไทย” จากการสำรวจสภาวะสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 3 โดย รศ.พญ.เยาวรัตน์ ปรปักษ์ขาม, รศ.พญ.พรพันธุ์ บุญยรัตพันธุ์ และคณะ
       
       ในรายงานระบุว่า คนไทยสอบไม่ผ่านด้านการกินผักผลไม้เพราะกินผักผลไม้ต่ำกว่ามาตรฐาน โดยค่าเฉลี่ยการกินผักของผู้ชายอยู่ที่ 268 กรัม/วัน ส่วนผู้หญิงอยู่ที่ 283 กรัม/วัน ในขณะที่ค่ามาตรฐานการกินผักผลไม้นั้นอยู่ที่ 400 กรัม/วัน
       
       นอกจากนี้ในรายงานยังระบุว่า ผู้ชายนิยมกินผักผลไม้น้อยกว่าผู้หญิง โดยผู้ชายไทยร้อยละ 81 กินผักผลไม้ต่ำกว่ามาตรฐาน ส่วนผู้หญิงมีอัตรากินผักผลไม้ต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ที่ร้อยละ 76 ทั้งนี้คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กินผักผลไม้ต่ำกว่ามาตรฐานมากที่สุด คือ ผู้ชาย ร้อยละ 84 ผู้หญิง ร้อยละ 83
       
       ในขณะที่คนไทยในเมืองกรุงฯนั้น กลับมีพฤติกรรมสนใจการบริโภคผักผลไม้ในอัตราที่สูงกว่าคนไทยในต่างจังหวัดซึ่งเมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมในการบริโภคได้อย่างชัดเจน พบว่า คนผู้ชายในเมืองกรุงมีอัตราการกินผักผลไม้ต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ที่ร้อยละ 69 ผู้หญิงอยู่ที่ร้อยละ 65

ดูแลผมยาวให้เงาสลวย สไตล์สาวแดนปลาดิบ

Monday, March 22nd, 2010

ดูแลผมยาวให้เงาสลวย สไตล์สาวแดนปลาดิบ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

อีกหนึ่งปัญหาสำหรับสาวๆ ในหน้าร้อน คงหนีไม่พ้นเรื่องของผมที่เริ่มแห้งเสีย เพราะแดดแผดเผา เอสเซนเชียล แดเมจ แคร์ ขอแนะนำ เอสเซนเชียล แดเมจ แคร์ อัลตร้า ฮันนี่ แอนด์ เชียร์ บัตเตอร์ อินเทนซีฟ มาส์ก พร้อมกับได้ อาจารย์ซุมิโกะ ไดเรคเตอร์ แฮร์สไตลิสต์ ประจำร้าน Wasabi Hair Salon มาเผยวิธีดูแลเส้นผมในหน้าร้อน
       
       อาจารย์ซุมิโกะ เผยว่า “ จริง ๆ แล้วพื้นฐานสุขภาพผมของสาวไทยดีกว่าสาวญี่ปุ่น แต่เราพบว่าผมของผู้หญิงไทยสุขภาพเสียมากกว่าเป็นเพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน เหงื่อเลยออกเยอะ ซึ่งเกลือในเหงื่อและสิ่งสกปรกที่เกาะผมก็เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้ผมเสีย อีกทั้งเดี๋ยวนี้สาวไทยยังนิยมใช้เครื่องมือทำผม เช่น คีมหนีบร้อน ไดร์เป่าผม การยืดผม ดัด ตลอดจน การทำสีผม ซึ่งแม้จะช่วยให้สาว ๆ ดูน่ารักมีสไตล์แต่ก็เป็นการทำร้ายผม โดยเฉพาะบริเวณปลายผม 15 ซม.
       
       เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นส่วนที่อ่อนแอพร้อมถูกทำร้ายได้ง่ายที่สุด เมื่อถูกเคมีและความร้อนในการจัดแต่งสไตล์ผม เป็นสาเหตุสำคัญของผมแห้ง ชี้ฟู จัดทรงยาก อันเป็นเหตุให้ต้องใช้ความร้อนในการสไตลิ่งผมนานขึ้น ผลลัพธ์คือผมเสียขั้นรุนแรง เป็นวงจรผมเสียหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วย การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับฟื้นบำรุงผมเสียโดยเฉพาะ และปฏิบัติตามขั้นตอนการดูแลผมอย่างถูกวิธี เพื่อให้พร้อมมีผมสวยอินเทรนด์ได้เสมอ”
       
       ส่วนวิธีการทำความสะอาดเส้นผมที่ถูกต้อง สำหรับสาวๆ ผมยาว ควรเริ่มจาก ใช้แชมพูในปริมาณเส้นผ่าศูนย์กลางราว 2 ซม. ก็เพียงพอ ถ้าไม่พอจึงค่อยๆ เพิ่มแชมพูทีละน้อย มิเช่นนั้นแชมพูจะอยู่บริเวณผมส่วนเดียว ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผมเสียได้ จากนั้นสอดนิ้วเข้าไปทำความสะอาดผมให้ทั่วถึงและล้างฟองออกให้สะอาดหมดจด หลังจากนั้นชโลมคอนดิชันเนอร์ลงบนส่วนปลายของผม 15 ซม. ซึ่งเป็นการเน้นการบำรุงบริเวณที่เสียมากที่สุดจากการแต่งสไตล์ผม และช่วยเคลือบปิดผมที่ฉีกขาด ส่วนครีมที่เหลือติดมือค่อยนวดบริเวณเส้นผมส่วนบน
       
       ส่วนสาวๆ คนไหนที่มีปัญหาเส้นผมแห้งเสียเป็นพิเศษ ควรบำรุงและฟื้นฟูสภาพเส้นผมด้วยอินเทสซีฟ มาสก์ ที่เข้มข้น 2-3 ครั้ง โดยเฉพาะก่อนวันพิเศษ เช่นวันออกเดตหรือนัดกับเพื่อนๆ โดยมาส์กไล่ขึ้นมาจากบริเวณปลายผม 15 ซม. ใช้หวีช่วยให้เนื้อครีมซึมเข้าไปอย่างทั่วถึง ทิ้งไว้ 3-5 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด เพราะคุณค่าในมาส์กผมจะซึมซาบลงสู่แกนผมได้อย่างรวดเร็ว
       
       อาจารย์ซุมิโกะ แนะนำทรงผม 4 สไตล์ สำหรับสาวๆ ในหน้าร้อนส่งท้าย ได้แก่ ทรงผมม้วนสไตล์คุณหนูสำหรับสาวอ่อนหวาน ทรงผมตรงแบบคลาสสิค สำหรับวันไปทำงานให้ดูเรียบร้อยและไม่ตกเทรนด์ ทรงผมมัดจุกเหมาะสำหรับวันตากอากาศสบายๆ และทรงผมเปิดหน้าใสๆ สไตล์สาวน้อยข้างห้อง โดยใช้ที่คาดผมและผมม้วนยุ่งๆ แบบเป็นธรรมชาติ

Subscribe to RSS